TKP HEADLINE

ประเพณีแซนโฎนตา

ประเพณีแซนโฎนตา (บุญข้าวสากเขมรที่ทุ่งกุลา อำเภอสุวรรณภูมิ ร้อยเอ็ด)
ประวัติความเป็นมาของประเพณี
ชาวไทย เชื้อสายเขมรในจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ มีประเพณีงานบุญเดือน ๑๐ หรืองานสารท เพื่อทำบุญบูชา รำลึก และอุทิศอาหาร ข้าวของเครื่องใช้แก่บรรพบุรุษ ปู่ย่า ตายาย หรือบุพการีผู้ล่วงลับไปแล้วเช่นเดียวกันกับกลุ่มคนไทยอื่นๆ แต่แตกต่างกันในขั้นตอนพิธีกรรม ปัจจุบันงานแซนโฎนตามีการปฏิบัติกันทั้งในครอบครัว หมู่บ้าน และจังหวัด จะทำพิธีในวันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๐ ของทุกปี เชื่อว่าวิญญาณของบรรพบุรุษจะกลับมาเยี่ยมลูกหลาน หรือญาติพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่ สมาชิกในครอบครัวที่อาศัยอยู่ที่อื่นหรือที่แยกครอบครัวจะกลับมาเยี่ยมบ้าน ลูกสาวหรือลูกสะใภ้จะต้องเตรียมของฝาก “กันจือเบ็น” (กระเฌอสำหรับจัดเตรียมเครื่องเซ่นไหว้)เป็น เสื้อผ้าเครื่องใช้มาส่งครอบครัวใหญ่ และจะช่วยกันจัดเตรียมเครื่องเซ่นไหว้ เช่น อาหาร เครื่องดื่ม ขนม ผลไม้ เสื้อผ้าเครื่องใช้ เพื่อใช้ในการเซ่นไหว้บรรพบุรุษของครอบครัวศึกษาเพิ่มเติม

วัดดงเย็นมหาวิหาร

ประเภทแหล่งเรียนรู้
แหล่งเรียนรู้ที่เป็นวิชาการ/สถานที่
รายละเอียดของแหล่งเรียนรู้
วัดดงเย็นมหาวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ 10 บ้านขวาว หมู่ที่ 16 ตำบลหนองฮี อำเภอหนองฮี จังหวัดร้อยเอ็ด สังกัดวัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ 9 ไร่ 2 งาน 76 ตารางวา น.ส. 3 เลขที่ 362 อาณา เขตทิศเหนือ 2 เส้น 14 วา จดถนน ทิศใต้ประมาณ 3 เส้น 10 วา จดหนองสาธารณะ ทิศตะวันออกประมาณ 2 เส้น 5 วา จดถนน ทิศตะวันตกประมาณ 2 เส้น 12 วา จดสวนนางอ่อนสา อาคารเสนาสนะประกอบด้วยอุโบสถ กว้าง 5 เมตร ยาว 19.50 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2521 ศาลาการเปรียญ กว้าง 12 เมตร ยาว 15.50 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2516 กุฏิสงฆ์ 2 หลัง หลังที่ 1 กว้าง 14 เมตร ยาว 20 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2516 หลังที่ 2 กว้าง 17 เมตร ยาว 30 เมตร เริ่มก่อสร้างเมื่อ 2547 ปูชนียวัตถุพระประธาน 1 องค์ ศึกษาเพิ่มเติม

การเพาะเห็ดนางฟ้า

สถานที่ตั้ง (พิกัด) ของผู้ประกอบภูมิปัญญา
ตั้งอยู่หมู่ที่ 2 ตำบลหนองฮี อำเภอหนองฮี จังหวัดร้อยเอ็ด 45140
กระบวนการผลิต
นำส่วนผสมดังกล่าวข้างต้น ผสมให้เข้ากันด้วยมือหรือเครื่องผสมแล้วปรับความชื้น 60-65 % โดยเติมน้ำพอประมาณ ใช้มือกำขี้เลื่อยบีบให้แน่น ถ้ามีน้ำซึมที่ง่ามมือแสดงว่าเปียกเกินไป (ให้เติมขี้เลื่อยแห้งเพิ่ม) ถ้าไม่มีน้ำซึมให้แบมือออก ขี้เลื่อยจะรวมกันเป็นก้อนแล้วแตกออก 2-3 ส่วน ถือว่าใช้ได้แต่ถ้าแบมือแล้วขี้เลื่อยไม่รวมตัวเป็นก้อน แสดงว่าแห้งไป ให้เติมน้ำเล็กน้อย บรรจุขี้เลื่อยใส่ถุงพลาสติกทนร้อน น้ำหนัก 8-10 ขีด กระแทกกับพื้นพอประมาณ และทุบให้แน่นพอประมาณ 2 ใน 3 ของถุง หรือใช้เครื่องอัดก้อนเห็ด ใส่คอขวดปิดฝาด้วยฝาจุกแบบประหยัด นำไปนึ่งฆ่าเชื้อที่ 100 องศาเซลเซียส 3 ชั่วโมง แล้วนำมาพักให้เย็นในที่สะอาดก่อนใส่หัวเชื้อศึกษาเพิ่มเติม

ประเพณีเส็งกลอง

ประวัติความเป็นมา
กลองกิ่ง หรือกลองเส็ง เป็นกลองประเพณีมาแต่โบราณ ลักษณะการนำไปใช้ในงานจะแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ของงานประเพณีนั้นๆ แต่ที่เหมือนกันคือ กลองกิ่งเป็นกลองที่ใช้ในการแข่งขันประชันความดัง เรียกว่า “การเส็งกลองกิ่ง”ศึกษาเพิ่มเติม

การทอผ้าลายขิด


ภูมิปัญญญาท้องถิ่น การทอผ้าลายขิด ข้อมูลทั่วไป
ผ้า ขิด เป็นวิธีการทำลวดลายบนผืนผ้า ด้วยวิธีการเพิ่มเส้นด้ายพุ่งพิเศษเข้าไป เหมือนการจก
แต่ลายขิดทำติดต่อกันตลอดหน้ากว้างของผืนผ้า โดยใช้ไม้แผ่นบางๆ เรียกว่า "ไม้ค้ำ" สอดเข้าไปในเส้น ด้ายยืน เพื่อสร้างลวดลายที่ต้องการ หรือทำลวดลายขิดจากเครื่องมือที่เรียกว่า "เขา" โดยสะกิดเส้นด้ายยืนขึ้นตลอดหน้ากว้างของผืนผ้า และเพิ่มเส้นด้ายพุ่งไปตามแนวเส้นด้ายยืนที่ช้อนขึ้นนั้น เส้นด้ายพุ่งและเส้นด้ายยืนจะขัดกันตามจังหวะที่ต้องการ จนเกิดเป็นลวดลายต่างๆ ที่เห็นจากทั้งด้านหน้าและด้านหลังของผืนผ้า ผ้าขิด นิยมทอในกลุ่มชนเชื้อสายไท ลาวซึ่งอาศัยอยู่ทั่วไปในแถบสองฝั่งลุ่มแม่น้ำโขง บางส่วนของภาคเหนือ และภาคกลางของประเทศไทย ซึ่งทอด้วยลวดลายที่สวยงาม เช่นลายคชสีห์องค์น้อย ลายดอกแก้ว หรือลายช้างทรงเครื่องเป็นต้น และมีการทอขึ้นเพื่อใช้ในโอกาสพิเศษ ในงานมงคล หรือพิธีทางศาสนา จะใช้ทำหมอนขิด เพื่อเป็นของขวัญของกำนัลในโอกาสที่สำคัญ รองลงมาจะใช้ทำผ้าคลุมไหล่และผ้าโพกผมเป็นของขวัญของกำนัลให้แก่กัน นับถือกันว่าเป็นของดี ของสูง ในสมัยก่อนจึงเก็บผ้าขิดไว้บนที่สูง เช่นบนโต๊ะ หัวนอน หรือผูกแขวนไว้บนเพดาน ภูมิปัญญญาท้องถิ่น

วัดบ้านเหล่ากุด

วัดบ้านเหล่ากุด ตั้งอยู่ที่ บ้านเหล่ากุด หมู่ที่ 6 ตำบลสวนจิก อำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด มีพื้นที่ ประมาณ 3 ไร่ สังกัดเป็นวัดที่มีความสำคัญของอำเภอศรีสมเด็จ
ภายในวัดมีโบสถ์เเละเจดีย์ที่ก่อสร้างจากศิลาแลง วันที่ 9,10,11 กันยายน ของทุกปีจะมีพิธีสัการะองค์รูปเหมือนหลวงปู่จันทร์ดี เกสาโว หลวงพ่อมหาพันธุ์ สีลวิสุทโธ และพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เรียกว่า บุญเดือนเก้า เป็นบุญประจำปีของวัดบ้านเหล่ากุดศึกษาเพิ่มติม

วัดบ้านกล้วย

ประวัติความเป็นมา/จุดเด่น
ประวัติความเป็นมาของบ้านกล้วย บ้านกล้วยตั้งขึ้นในปี พ.ศ.ใดไม่มีใครทราบได้ แต่มีการร้างไปถึง 2 ครั้ง ในการร้างครั้งที่ 1 เนื่องจากเกิดโรคระบาด จึงได้มีการอพยพไปตั้ง หมู่บ้านโคกดู่ (บ้านโคกร้างในปัจจุบัน) ต่อมาได้อพยพหนีไปตั้งบ้านอยู่ชุมชนทางทิศตะวันตกของดอนปู่ตาเพื่อให้เจ้าปู่ปกปักษ์รักษา จึงได้ตั้งชื่อหมู่บ้านดอน (บ้านดอนน้ำคำในปัจจุบัน) ขยายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ต่อมาเกิดโรคระบาดจึงได้อพยพหนีไปตั้งบ้านเรือนจนเป็นใหม่คือบ้านป่าเว่อ บ้านหนองคูยาง บ้านหนองสองห้อง ศึกษาเพิ่มเติม

กองทุนกลุ่มส่งเสริมการผลิตธูปหอม


บ้านงูเหลือม หมู่ที่ ๑๒ ตำบลดงแดง อำเภอ จตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด
ธูป เป็นสิ่งที่ใช้เป็นเครื่องสักการบูชาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ[1]เพื่อบูชาเทพเจ้าหรือทำให้เทพเจ้าพอใจด้วยของหอม ในอดีตธูปทำจากเนื้อไม้หอม (Aromatic wood) หลายชนิด เช่น ไม้จันทน์ขาว (Sandalwood) จันทน์เทศ (Nutmeg) กำยาน (Gum Benzoin เป็นยางไม้หอมชนิดหนึ่ง) ไม้กฤษณา (Agar wood) กันเกรา (Tembusu) หรือต้นบง หรือโกวบั๊วะ (นำมาผสมน้ำเพื่อให้เนื้อผงธูปเหนียว พอที่จะฟั่นเป็นธูปได้) บดเนื้อไม้ให้เป็นผงละเอียด นำมาเป็นวัตถุดิบในการทำธูป
ธูปไทยในอดีตที่ผลิตจากไม้หอม มีลักษณะคล้ายธูปจีนโบราณ (วัฒนธรรมและการทำธูปในไทย สืบทอดมาจากการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และการค้าในอดีต) และเนื่องจากตัววัตถุดิบเป็นไม้หอม ควันธูปค่อนข้างละเอียด ไม่ระคายเคืองจมูกและตา
ปัจจุบัน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป ประกอบกับวัตถุดิบที่แพงขึ้น ไม้หอมต่างๆที่นำมาผลิตธูปเริ่มมีราคาแพง ผู้ผลิตส่วนใหญ่ จึงเปลี่ยนมาใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพาราแทน เนื่องจากมีราคาถูกกว่า และมีสีขาวนวลเหมือนไม้จันทน์ขาว ลักษณะเป็นผงละเอียด ขึ้นรูปได้ง่าย แล้วจึงนำมาผสมน้ำหอม เรียกว่า "ธูปหอม" เมื่อนำมาจุดจะให้ควันและกลิ่นหอม
ขั้นตอนการทำธูป คลิกที่นี้

กลุ่มแปรรูปเศษผ้า




กลุ่มแปรรูปเศษผ้า จังหวัดร้อยเอ็ด
ตั้งอยู่เลขที่ 45 ม.14 ตำบลดงแดง อำเภอจตุพักตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด
สนใจผลิตภัณฑ์ ปลอกผ้าห่มน่วม ปลอกหมอน พรมเช็ดเท้า และผลิตภัณฑ์อื่นๆ
สั่งผลิตเป็นจำนวนมาก ในราคาถูกสนใจ
ติดต่อที่มือถือ 087-215-2805 คุณเจื่อจันทร์ โพสาราช


การปลูกหอม


ต้นหอมเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับชุมชน และพี่น้องชาวเกษตรกรที่หันมาประกอบอาชีพนี้แทนการปลูกข้าว เนื่องจากภาพพื้นดินบางแบ่งขาดความอุดมสมบูรณ์ไม่สามารถปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตตามต้องการได้
ปัจจุบันเกษตรกร บ้านกอกได้มีการรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหอมขึ้นเพื่อเป็นตลาดในการจำหน่าย และลดการตรึงราคาจากพ่อค้าคนกลางทำให้ผู้ปลูกหอมมีรายได้มากขึ้น เพราะมีรูปแบบการซื้อขายแบบยกสวน

ข้าวกล้องงอก

อาชีพ
รายละเอียดผู้ประกอบอาชีพ นายโสนว์ สอนสี กำนันตำบลบ้านบาก เป็นประธานกลุ่มการทำข้าวกล้องงอก การศึกษาจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจาก กศน.ศรีสมเด็จ
เกียรติประวัติ ได้รับรางวัลกำนันแหนบทองคำ
สถานที่ตั้ง ที่ทำการกำนัน บ้านหนองผักตบ หมู่ที่ 1 พิกัด ละติจูด 15.9866059 ลองติจูด 103.5402589
. ทำจากข้าวเปลือก วิธีการทำมีขั้นต่อ ดังนี้
(1) นำข้าวเปลือกไปล้างน้ำ
(2) นำข้าวเปลือกไปแช่น้ำ 24 ชั่วโมง
(3) นำข้าวเปลือกไปอบประมาณ 40 องศา นาน 48 ชั่วโมง
(4) นำข้าวเปลือกไปนึ่งที่อุณหภูมิ 100 องศา นาน 40 นาที
(5) นำข้าวเปลือกไปลดความชื้นโดยการตากแดด หรืออบลดความชื้น ให้เหลือประมาณ 15%
(6) นำไปสีด้วยเครื่องสีข้าวกล้อง V 5.9
(7) นำไปบรรจุ ศึกษาเพิ่มเติม

แหล่งเรียนรู็ ทอผ้า

แหล่งเรียนรู้ นวัตกรรมและเทคโนโลยี่
ประวัติความเป็นมาของแหล่งเรียนรู้
การทอผ้านับว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ผู้เป็นช่างทอจะต้องมีความสามารถในการใช้ สีของเส้นด้ายประกอบกันให้เกิดความสวยงามเหมาะสม และการแต่งแต้มสีทำให้เกิด ลวดลาย การย้อม โดยเฉพาะผ้าที่เรียกว่า "ผ้ามัดหมี่" หากผู้ใดได้จับชมแล้วยากที่จะ วางลงได้ การทอผ้านับเป็นสถาปัตยกรรมอีกด้วย เพราะช่างทอผ้าต้องออกเเบบลายผ้าของ
ตนเองขึ้นมา โดยการนำลักษณะต่าง ๆ ของธรรมชาติเช่น ดอกไม้ ดาว เดือน สัตว์ ของใช้ มาคิดประดิษฐ์ประดอยเป็นลายผ้า จนมีชื่อเรียกตามลักษณะของสิ่งเหล่านั้น เฃ่น ดอกแก้ว บ่าง กระเบี้ย (ผีเสื้อ) รันร่ม ขอคำเดือน ขิด สำรวจ(จรวด) หงส์ และมีการพัฒนาลายผ้าจากที่คิดให้มีความซับซ้อนสวยงามยิ่งขึ้น เช่น ลายขอซ้อนน้อย(เล็ก) ซ้อนใหญ่ ลายด่านน้อย ด่านกลาง ด่านใหญ่ หงส์น้อย ลายหงส์ใหญ่ การสืบทอด การถ่ายทอด ในสมัยโบราณผู้คนเรียนรู้หนังสือน้อยหรือแทบไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนเลย โดยเฉพาะผู้หญิง ซึ่งต้องมีหน้าที่ในงานบ้านเลี้ยงลูก ทำงานทอผ้า เพื่อใช้ในการนุ่งห่มของคนในครอบครัวหลังจากเวลาว่างจากการทำไร่ทำนา อาศัยเวลากลางคืนบ้าง เวลาหยุดพักเพื่อรอคอยการเก็บเกี่ยวผลผลิตบ้าง นับว่าเป็นงานหนักพอสมควรสำหรับหญิงไทย เพราะเมื่อเลิกงานประจำวันแล้วยังต้องมาประกอบอาหารดูแล
ลูก ๆ และสามีให้รับประทานอาหารจนอิ่มและเข้านอนแล้ว ตนเองก็ยังมิได้พักผ่อนหลับ นอนยังต้องนั่งเก็บฝ้าย (เก็บสิ่งเจือปนออกจากปุยฝ้าย) เข็นฝ้าย ดีดฝ้าย มัดหมี่ เพื่อเตรียมไว้เมื่อว่างเว้นจาการทำงานจริง ๆ แล้วจึงจะทำการทอผ้าศึกษาเพิ่มเติม

ดอนปู่ตากับความเชื่อของชาวอีสาน


วัฒนธรรมความเชื่อ
ดอนปู่ตากับความเชื่อของชาวอีสาน
ความเป็นมา
อีสานเป็นชุมชนเกษตรกรรม ที่สืบทอดมรดกจากบรรพชนมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยผูกพันกับธรรมชาติป่าวัฒนธรรมชุมชนอย่างเน้นเฟ้น ได้รับการสั่งสมแนวคิด ภูมิปัญญา ปลูกศรัทธา คติ ความเชื่อจนเป็นแบบแผนการดำรงชีวิตที่มีคุณค่า อันแสดงให้เห็นถึงความเฉลียวฉลาดของทรัพยากรบุคคลและสังคมพื้นถิ่น
สังคมอีสานเคร่งครัดในรูปแบบของประเพณี พิธีกรรม เชื่อถือในเรื่อง บาป-บุญ คุณ-โทษ ขวัญ-วิญญาณ เทวดาอารักษ์ ตลอดจนผีสางนางไม้อย่างจริงจัง โดยมีการเซ่นสรวงบัดพลีตามฤดูกาลพร้อมกันนี้ กังปฏิบัติภารกิจทางศาสนาด้วยความมั่นคงตามค่านิยมของชุมชน เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ หรือแก้ไขปัญหาชีวิตที่พึงมี อันจะเป็นประหนึ่งภูมิคุ้มกันภัยพิบัติทั้งหลายทั้งปวงมิให้มากล้ำกรายตน หรือครอบครัวตลอดจนทุกชีวิตในชุมชน นอกจากนี้ยังได้แสดงถึงความกตัญญูเชิดชูคุณความดีของบรรพชนผู้กลายเป็นผีไปแล้วอีกด้วย
คติความเชื่อเรื่อง “ผี” นั้นชาวอีสานเชื่อกันว่า ผีมีอยู่สองกลุ่มใหญ่ กลุ่มหนึ่งเป็นผีประเภทแผ่คุณความดี ช่วยคุ้มครองปกป้องภัยพิบัติทั้งปวงที่จะมากล้ำกราย ตลอดจนดูแลรักษาชุมชนให้เกิดสันติสุข ขณะเดียวกันก็อาจบันดาลให้เกิดความเดือดร้อนยุ่งยากได้ หากผู้ใดล่วงละเมิดขาดความเคารพยำเกรง หรือมีพฤติกรรมอันไม่พึงปรารถนาของชุมชน กลุ่มผีดังกล่าวมีผีเจ้า ผีนาย ผีบ้าน ผีเรือน ผีเจ้าที่ ผีปู่ย่า ผีปู่ตา ผีตายาย ผีมเหสักข์ หลักเมือง ผีฟ้า ผีแถน ผีมด ผีหมอ ผีเจ้าปู่หลุบตา หรือผีที่ชาวบ้านนับถือเฉพาะถิ่นซึ่งมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป เป็นต้น ส่วนผีอีกกลุ่มหนึ่งเป็นผีร้ายที่คอยมุ่งทำลายล้าง เบียดเบียน ก่อความวุ่นวายสับสนให้เกิดโทษภัยอยู่เนืองๆ เช่น ผีปอบ ผีเปรต ผีแม้เล้ง ผีห่า เป็นต้น
เมื่อชาวบ้านได้ก่อตั้งชุมชนขึ้นมา ณ บริเวณใดก็ตามย่อมจะต้องสร้างบ้านเรือน โรง หอ หรือศาล (ตูบ) ไว้เป็นที่พำนักอาศัยของกลุ่มผีประเภทที่ให้คุณไว้เสมอ ณ บริเวณใกล้เคียง เพื่อเป็นที่พึ่งพิงสำหรับบูชาเซ่นสรวงสังเวยเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจ ศึกษาเพิ่มเติม

แหล่งเรียนรู้เกษตรทฤษฏีใหม่ตำบลโนนสว่าง

นางอ่อน สีน้ำอ้อม
แหล่งเรียนรู้เกษตรทฤษฏีใหม่ตำบลโนนสว่าง
1.1 ประเภท แหล่งเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติ
1.2 ประวัติความเป็นมาของแหล่งเรียนรู้ -ปลูกผักปลอดสารพิษ,การเลี้ยงปลา,การเลี้ยงไก่ไข่

การปลูกแคนตาลูป


ตำบลกุดน้ำใส อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางการเกษตร โดยแยกเป็น อาชีพด้านการเกษตร จำนวน ๘๕ % ของจำนวนครัวเรือนทั้งหมด อาชีพค้าขาย , อาชีพรับจ้าง, อาชีพรับราชการ , อาชีพอื่นฯ จำนวน ๑๕ % ของจำนวนครัวเรือนทั้งหมด รายได้เฉลี่ย / คน / ปีของประชากร ๕๖,๔๖๗ บาท /คน / ปี และอาชีพเกษตรกรที่ขึ้นชื่อและทำมากที่สุด และสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี คือ การปลูกแคนตาลูป ซึ่งเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ตำบลกุดน้ำใส ตลอดทั้งปี ถือว่าเป็นอาชีพหลักของตำบลกุดน้ำใส ศึกษาเพิ่มเติม

ข้อคิดเห็นจากเครือข่าย TKP

 
Copyright © 2018 ศูนย์ข้อมูลความรู้ประชาชนจังหวัดร้อยเอ็ด. Designed by OddThemes > Developed by mediathailand